Newsletter subscribe
Universe

ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History Of Time) โดย สตีเฟน ฮอว์คิง#5 บทที่ 1 ภาพของจักรวาลของเรา : Newton and the Infinite Static Universe

Posted: 21/11/2020 at 14:02   /   A Brief History of Time, Universe

                    มีการให้คำอธิบายในเวลาต่อมาในปี 1687 เมื่อ เซอร์ไอแซก นิวตัน ตีพิมพ์ “Philosophiae Naturalis Principia Mathematica” ซึ่งอาจเป็นงานเดี่ยวที่สำคัญที่สุดด้านวิทยาศาสตร์กายภาพเท่าที่เคยตีพิมพ์มา ในนั้นนิวตันไม่เพียงแต่หยิบยกทฤษฎีว่าวัตถุเคลื่อนที่อย่างไรในอวกาศและเวลา แต่เขายังพัฒนาคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนซึ่งจำเป็นในการวิเคราะห์การเคลื่อนที่เหล่านั้นด้วย นอกจากนี้นิวตันได้ตั้งกฎความโน้มถ่วงสากลที่แต่ละวัตถุในจักรวาลถูกดึงดูดเข้าหาวัตถุอื่นๆ ด้วยแรงดึงดูดที่ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ตามวัตถุที่ใหญ่ขึ้นและยิ่งอยู่ใกล้กันมากขึ้น แรงนี้เป็นแรงเดียวกันกับที่ทำให้วัตถุตกลงสู่พื้น (นิวตันได้รับแรงบันดาลใจเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงจากแอปเปิ้ลตกใส่หัวของเขา นิวตันเองก็เคยกล่าวไว้ว่าความคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงเข้ามาหาเขา ในขณะที่เขานั่ง “อยู่ในอารมณ์ครุ่นคิด” และ “อยู่ดีๆ ก็มีแอปเปิ้ลหล่นลงมา”) นิวตันแสดงให้เห็นว่าตามกฎแรงโน้มถ่วงของเขาทำให้ดวงจันทร์เคลื่อนที่เป็นวงโคจรเป็นวงรีรอบโลก และทำให้โลกและดาวเคราะห์เคลื่อนที่ตามเส้นทางวงรีรอบดวงอาทิตย์                               แบบจำลองโคเปอร์นิกัน (แบบจำลองของนิโคลัส โคเปอร์นิคัส ที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล-ผู้เขียน) […]

No Comments read more

กำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาล#25 รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาลตอนที่ 4 CMB Reveals Cosmic Composition

Posted: 10/11/2020 at 22:40   /   Origin and Evolution of The Universe, Universe

รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาล (Cosmic Microwave Background: CMB) เป็นการส่งผ่าน “พลังงานความร้อน” ในลักษณะเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า CMB เป็นรังสีที่เก่าแก่ที่สุดของจักรวาล มีอายุประมาณ 380,000 ปีหลังการเกิดระเบิดครั้งใหญ่บิกแบง (Big Bang) หรือประมาณ 13.8 ล้านปีก่อน ก่อนหน้านี้จักรวาลมีความร้อนและหนาแน่นมากจนทึบแสงทั้งหมด เมื่อจักรวาลเย็นลง (อุณหภูมิของจักรวาลอยู่ที่ 3,000 เคลวิน) มากพอที่จะทำให้โปรตอนและอิเล็กตรอนรวมตัวกันเป็นอะตอมของธาตุไฮโดรเจน (75%) และฮีเลียม (25%) ทำให้จักรวาลในช่วงนี้กลายมาเป็นโปร่งใส เนื่องจากอนุภาคของแสงหรือโฟตอนไม่กระเจิงจากการชนกับอิเล็กตรอนอิสระอีกต่อไป แสงสามารถเดินทางผ่านอวกาศนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แสงบางส่วนมุ่งหน้ามายังโลกและเรียกแสงนี้ว่า รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาล หรือ CMB ที่มีความถี่อยู่ในย่านความถี่ของคลื่นไมโครเวฟ ถูกตรวจจับได้โดยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ (radio telescope)     Ellie Goulding – Burn (Youtube)   แผนที่ท้องฟ้าของ CMB   (a) COBE : 1990 map, angular resolution […]

No Comments read more

ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History Of Time) โดย สตีเฟน ฮอว์คิง#4 บทที่ 1 ภาพของจักรวาลของเรา : Heliocentric Model

Posted: 04/11/2020 at 12:40   /   A Brief History of Time, Universe

    บทแรก (ภาพของจักรวาลของเรา) “ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History of Time)” โดย สตีเฟน ฮอว์คิง รูปแบบที่เรียบง่ายนี้ได้รับการเสนอในปี 1514 โดย นิโคลัส โคเปอร์นิคัส นักบวชชาวโปแลนด์ (ในตอนแรกอาจเพราะกลัวว่าคริสตจักรจะตราหน้าเขาว่าเป็นคนนอกรีต โคเปอร์นิคัสจึงเผยแพร่แบบจำลองของเขาโดยไม่เปิดเผยตัวตน) ความคิดของเขาคือดวงอาทิตย์หยุดนิ่งที่ศูนย์กลาง โลกและดาวเคราะห์เคลื่อนที่เป็นวงโคจรเป็นวงกลมรอบดวงอาทิตย์ เกือบหนึ่งศตวรรษผ่านไปก่อนที่ความคิดนี้จะถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง จากนั้นนักดาราศาสตร์สองคน – โยฮันเนส เคปเลอร์ ชาวเยอรมัน และกาลิเลโอ กาลิเลอี ชาวอิตาลี – สานต่อแนวคิดนี้ต่อสาธารณชนเพื่อสนับสนุนทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส แม้ว่าจะมีการทำนายวงโคจรไม่ค่อยตรงกับที่สังเกต การสิ้นสุดของทฤษฎี Aristotelian / Ptolemaic เกิดขึ้นในปี 1609 ในปีนั้นกาลิเลโอเริ่มสังเกตท้องฟ้ายามค่ำคืนด้วยกล้องโทรทรรศน์ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเอง เมื่อเขามองไปที่ดาวพฤหัสบดี กาลิเลโอพบว่ามีดาวเทียมหรือดวงจันทร์ขนาดเล็กหลายดวงโคจรรอบดาวพฤหัสบดี นี่เป็นนัยว่าทุกสิ่งไม่จำเป็นต้องโคจรรอบโลกโดยตรงอย่างที่อริสโตเติลและปโตเลมีคิด (แน่นอนว่ายังคงเป็นไปได้ที่จะเชื่อว่า โลกหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางของจักรวาล และดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีเคลื่อนที่ไปบนเส้นทางที่ซับซ้อนรอบโลก ทำให้ดูเหมือนว่าพวกมันโคจรรอบดาวพฤหัสบดี อย่างไรก็ตามทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสง่ายกว่ามาก) ในขณะเดียวกัน โยฮันเนส เคปเลอร์ ได้แก้ไขทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส เคปเลอร์บอกว่าดาวเคราะห์ไม่ได้เคลื่อนที่เป็นวงกลม แต่เป็นวงรี […]

No Comments read more

กำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาล#24 รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาลตอนที่ 3 CMB Polarization

Posted: 24/10/2020 at 15:28   /   Origin and Evolution of The Universe, Universe

รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาล (Cosmic Microwave Background: CMB) universeadventage.org ในช่วง 380,000 ปีแรกหลังการระเบิดบิกแบง (Big Bang) จักรวาลร้อนและมีความหนาแน่นสูงมาก จนสสารและอนุภาคของแสงหรือโฟตอนทั้งหมดดำรงอยู่ในสถานะพลาสม่า (plasma) ในช่วงเวลานี้โฟตอนไม่สามารถเดินทางผ่านพลาสม่าได้โดยไม่ถูกรบกวน เนื่องจากโฟตอนชนกับอนุภาคของสสารที่มีประจุไฟฟ้าที่วิ่งอยู่อย่างอิสระอยู่ตลอดเวลาซึ่งส่วนใหญ่เป็นอิเล็กตรอนและโปรตอน ในปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การกระเจิงของทอมป์สัน (Thomson scattering)” ทำให้โฟตอนไม่สามารถเคลื่อนที่ไปได้ไกล เป็นผลให้จักรวาลในช่วงเวลานี้ทึบแสง ต่อมา 380,000 ปีหลังจากการระเบิด Big Bang จักรวาลเย็นลงจนถึงอุณหภูมิที่ 3,000 เคลวิน (2,727 องศาเซลเซียส) ทำให้อิเล็กตรอนถูกดึงเข้ามาอยู่ในวงโคจรของนิวเคลียส เกิดการรวมตัวเป็นอะตอมของธาตุ (Recombination) ซึ่งเป็นอะตอมของธาตุไฮโดรเจน (75%) และฮีเลียม (25%) อันเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของธาตุทั้งหมดในจักรวาล ซึ่งทั้งหมดอยู่ในสถานะก๊าซ ส่งผลให้โฟตอนผ่านไปโดยไม่กระเจิง เกิดแสงแรกในจักรวาลที่แผ่ออกไป นี้คือสิ่งที่เราเห็นเป็นรังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาล (Cosmic Microwave Background) เรียกย่อๆว่า CMB และจักรวาลกลายเป็นโปร่งใส รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาล เป็นความร้อนที่หลงเหลืออยู่จากการระเบิดครั้งใหญ่ หรือเป็นเสียงสะท้อนของบิกแบง (Echo of Big […]

No Comments read more

กำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาล#23 แหล่งกำเนิดและประเภทของคลื่นความโน้มถ่วง

Posted: 17/10/2020 at 15:13   /   Origin and Evolution of The Universe, Universe

คลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational Waves) คลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational waves) คือ ระลอกคลื่นในอวกาศ-เวลา (ripples in space-time) ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์ที่รุนแรงในจักรวาล เช่น การรวมตัวของหลุมดำไบนารีหรือดาวนิวตรอนไบนารี คลื่นความโน้มถ่วงเป็นคำทำนายที่สำคัญของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (Theory of general relativity) ที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) เสนอในปี 1915 ไอน์สไตน์ทำนายว่ามีบางสิ่งพิเศษเกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ด้วยความเร่งของวัตถุมวลมาก 2 มวล เช่น หลุมดำหรือดาวนิวตรอน ที่โคจรรอบกันและกันมารวมตัวกัน  เขาเชื่อว่าเหตุการณ์แบบนี้อาจทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในอวกาศ-เวลา ระลอกคลื่นเหล่านี้ซึ่งเดินทางด้วยความเร็วแสงจะกระจายออกไปเหมือนระลอกคลื่นในสระน้ำเมื่อก้อนหินถูกโยนลงไป  เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า มีคลื่นความโน้มถ่วงขนาดเล็กจำนวนมากเดินทางผ่านทั่วจักรวาลตลอดเวลา แม้นว่าแหล่งที่มาของคลื่นความโน้มถ่วงที่ใหญ่ที่สุด เช่น การชนกันของหลุมดำแบบหายนะ จะทำให้เกิดคลื่นความโน้มถ่วงที่ทรงพลังมหาศาล แต่เนื่องจากคลื่นนี้จะมีขนาดเล็กและอ่อนตัวลงไปตามเวลา เมื่อเดินทางมาถึงโลกพวกมันจะมีขนาดเล็กกว่านิวเคลียสของอะตอมหลายพันเท่า เล็กกว่านิวเคลียสของอะตอม เป็นเวลาหลายสิบปีที่ความสามารถในการวัดขนาดเล็กเช่นนี้เป็นไปไม่ได้   หอดูดาว LIGO (npr.org) มีความพยายามมากมายในการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วง ในอดีตนักวิทยาศาสตร์ตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงด้วยวิธีทางอ้อมจากพัลซาร์ (pulsar) ซึ่งเป็นดาวนิวตรอนประเภทหนึ่งที่หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูงมากและมีสนามแม่เหล็กที่ทรงพลัง จนกระทั่งในปี 2015 มีการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงโดยตรงบนโลกได้เป็นครั้งแรก […]

No Comments read more

ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History of Time) โดย สตีเฟน ฮอว์คิง#3 บทที่ 1 ภาพของจักรวาลของเรา : Ptolemaic System

Posted: 05/10/2020 at 22:15   /   A Brief History of Time, Universe

  ย่อหน้าที่สี่ของบทแรก (ภาพของจักรวาลของเรา) “ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History of Time)” โดย สตีเฟน ฮอว์คิง    อริสโตเติล (Aristotle) คิดว่าโลกอยู่กับที่ และดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ และดาวฤกษ์ ต่างเคลื่อนที่เป็นวงกลมรอบโลก เขาเชื่อสิ่งนี้เพราะเขารู้สึกด้วย “เหตุผลลึกลับ” ว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และการเคลื่อนที่แบบวงกลมเป็นการเคลื่อนที่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ต่อมาในศตวรรษที่สอง ปโตเลมี (Ptolemy) นักดาราศาสตร์ชาวกรีกได้สร้างแบบจำลองของจักรวาลที่สมบูรณ์แบบเพื่ออธิบายแนวคิดของอริสโตเติลในรายละเอียดมากขึ้น ตามแบบจำลองของปโตเลมี โลกอยู่ตรงกลางล้อมรอบด้วยทรงกลมแปดชั้นของ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงฤกษ์ และดาวเคราะห์ห้าดวงที่รู้จักในเวลานั้น คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ (รูปที่ 1.1) ดาวเคราะห์เหล่านี้เคลื่อนตัวในวงกลมเล็กๆ ที่ติดอยู่กับทรงกลมตามลำดับ ปโตเลมีได้อธิบายเส้นทางเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์บนท้องฟ้าที่ค่อนข้างซับซ้อน สำหรับทรงกลมชั้นที่แปดซึ่งอยู่นอกสุดนั้น เป็นที่อยู่ของดาวฤกษ์ ที่เรียกว่า ดาวตรึง (Fixed stars) ซึ่งจะอยู่ที่ตำแหน่งเดิมแต่จะหมุนข้ามท้องฟ้าไปด้วยกัน ส่วนชั้นนอกสุดนี้ไม่เคยมีความชัดเจน แต่แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลที่สังเกตได้ของมนุษยชาติ […]

No Comments read more

ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History of Time) โดย สตีเฟน ฮอว์คิง#2 บทที่ 1 ภาพของจักรวาลของเรา : Aristotle Proved The Earth Is Round

Posted: 05/10/2020 at 22:03   /   A Brief History of Time, Universe

ในบทแรก สตีเฟน ฮอว์คิง (Stephen Hawking) พูดคุยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของการศึกษาทางดาราศาสตร์ในสมัยโบราณ เริ่มต้นด้วยแนวคิดของอริสโตเติลที่อยู่ในหนังสือ “On the Heavens (บนสรวงสวรรค์)” ซึ่งเนื้อหาประกอบด้วย ทฤษฎีทางดาราศาสตร์ และความคิดของเขาเกี่ยวกับ ชีวิต จักรวาล และทุกสิ่ง  อริสโตเติล (Aristotle) นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ชาวกรีกโบราณ เป็นลูกศิษย์ของเพลโต และเป็นอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ทั้งอริสโตเติลและเพลโตได้รับการยกย่องให้เป็นนักปรัชญากรีกโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อริสโตเติลเขียนหนังสือหลายเล่มครอบคลุมหลายวิชาได้แก่ ฟิสิกส์ ชีววิทยา สัตววิทยา อภิปรัชญา ตรรกศาสตร์ จริยธรรม สุนทรียภาพ บทกวี ละครเพลง วาทศาสตร์ จิตวิทยา ภาษาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมือง และการปกครอง งานเขียนของอริสโตเติลมีอิทธิพลต่อโลกตะวันตกเป็นอันมาก โดยเฉพาะความเชื่อในศาสนาคริสต์   exploratorium.edu มุมมองจักรวาลที่เก่าแก่ที่สุดย้อนกลับไปสมัยกรีกโบราณที่เชื่อว่าโลกแบน โดยมีสวรรค์เป็นรูปโดมอยู่เหนือโลก แต่นักปราชญ์ชาวกรีกผู้ลือนามทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น พีธากอรัส เพลโต อริสโตเติล ต่างเป็นผู้เชื่อว่าโลกกลม ไม่ได้แบนอย่างที่คนในสมัยนั้นเข้าใจกัน  พีธากอรัส (Pythagoras; 570–495 ปีก่อนคริสต์กาล) […]

No Comments read more

กำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาล#22 รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาลตอนที่ 2 CMB Anisotropy

Posted: 12/09/2020 at 23:47   /   Origin and Evolution of The Universe, Universe

จากทฤษฎีสภาวะคงที่ (Steady State Theory) จักรวาลไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด จักรวาลมีสภาพดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนานแล้ว และจะคงอยู่ในสภาพนี้ตลอดไป นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายคนในยุคนั้น รวมทั้งไอน์สไตน์เชื่ออย่างยิ่งกับทฤษฎีนี้   slideshare.net การท้าทายแรกต่อทฤษฎีสภาวะคงที่ มาจากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (Theory of General Relativity) ที่ไอน์สไตน์ประกาศในปี 1915 ซึ่งทฤษฎีนี้อธิบายว่า มวลสารและพลังงานทำให้เกิดความโค้งของที่อวกาศ-เวลา ซึ่งความโค้งนี้คือความโน้มถ่วง ตอนที่ไอน์สไตน์พยายามสร้างทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป เขาพบว่าทฤษฎีของเขาดูเหมือนจะคาดการณ์การยุบตัวของจักรวาล โดยความโน้มถ่วงจะดึงดวงดาวและสสารอื่นๆเข้าด้วยกัน เป็นสาเหตุทำให้จักรวาลเกิดถล่มตัว (collapse) ลงอย่างช้าๆในตัวของมันเอง ซึ่งบ่งชี้ว่า สสาร พลังงานและเวลา มีจุดเริ่มต้น นั่นหมายความว่าจักรวาลมีจุดกำเนิด ไอน์สไตน์เรียกการค้นพบนี้ว่า “เป็นสิ่งน่ารำคาญ” เขาต้องการให้จักรวาลคงอยู่ด้วยตัวของมันเอง ไม่ขึ้นกับสาเหตุภายนอก เขาจึงเพิ่มค่าคงที่ทางดาราศาสตร์ที่เรียกว่า “Fudge factor (ปัจจัยเหลวไหล)” ลงไปในสมการของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของเขาเพื่อดึงความโน้มถ่วงกลับมา Fudge factor นี้ที่เขาเพิ่มเข้าไปจะอนุญาตให้จักรวาลรักษาสภาพคงที่ไว้ จะได้ไม่ไปขัดแย้งกับ Steady State Theory ที่เขาเชื่ออยู่ในขณะนั้น ประการหนึ่ง ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์มีการส่อความทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่สำคัญ เช่น การมีหลุมดำ (black […]

No Comments read more

กำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาล#21 รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาลตอนที่ 1 CMB Discovery & CMB Temperature

Posted: 12/09/2020 at 22:43   /   Origin and Evolution of The Universe, Universe

lovinthings.com รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาล (Cosmic Microwave Background) เรียกย่อๆว่า CMB เป็นการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ปกคลุมทั่วทั้งจักรวาลอย่างสม่ำเสมอ การศึกษา CMB ทำให้นักจักรวาลวิทยาได้ข้อมูลสำคัญของจักรวาลยุคต้น เพราะมันเป็นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่เก่าแก่ที่สุด เกิดในช่วงเวลาของการรวมตัวเป็นอะตอม (recombination) 380,000 ปีหลังการเกิดบิกแบง CMB คือความร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่จากการระเบิดครั้งใหญ่ หรือเป็นเสียงสะท้อนของบิกแบง (Echo of Big Bang) ถือว่าเป็นหลักฐานที่หนักแน่นที่สุดหรือดีที่สุดที่สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง ซึ่งเป็นทฤษฎีที่อธิบายการกำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาลที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ในช่วงเวลาก่อนการค้นพบ CMB มีการถกเถียงการกำเนิดจักรวาลอยู่ 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีบิกแบง (Big Bang Theory) และแบบจำลองสภาวะคงที่ (Steady State Model)   prezi.com มันเป็นสิ่งลึกลับว่าจักรวาลเกิดขึ้นได้อย่างไรและเมื่อไรที่จักรวาลจะถึงกาลสิ้นสุด มีการตั้งสมมุติฐานที่เรียกว่าแบบจำลองทางดาราศาสตร์เพื่อพยายามค้นหาคำตอบ มีอยู่ 2 แบบจำลอง คือ แบบจำลองบิกแบง (Big Bang Model) และ แบบจำลองสภาวะคงที่ (Steady State […]

No Comments read more

กำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาล#20 การสังเคราะห์นิวเคลียสและการเกิดอะตอม (Nucleosynthesis & Recombination)

Posted: 12/09/2020 at 21:42   /   Origin and Evolution of The Universe, Universe

การสังเคราะห์นิวเคลียส (Nucleosynthesis)  3 นาทีหลังจาก Big Bang มีการสร้างนิวเคลียสแรกเกิดขึ้นจากกระบวนการที่เรียกว่า บิกแบงนิวคลีโอซินทีสิส “Big Bang nucleosynthesis” ซึ่งเป็นกระบวนการสังเคราะห์นิวเคลียสของอะตอมจากโปรตอนและนิวตรอนโดยปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (nuclear fusion reaction) โดยจะมีปริมาณมวลธาตุที่เกิดขึ้นในจักรวาลช่วงเวลานี้ คือมี ไฮโดรเจน (hydrogen) 75% ฮีเลียม (helium) 25% และเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมากของดิวเทอเรียม (deuterium) และลิเธียม (lithium) ซึ่งธาตุเหล่านี้เป็นธาตุเบา (light elements) Big Bang nucleosynthesis เกิดขึ้นระหว่าง 3-20 นาทีหลังการเกิด Big Bang เป็นกระบวนการสร้างนิวเคลียสของธาตุที่นอกเหนือจากไฮโซโทปที่เบาที่สุดของไฮโดรเจน (hydrogen-1, 1H) เพราะ hydrogen-1 ซึ่งมีโครงสร้างที่ง่ายที่สุดคือ มีเพียงโปรตอนเพียงตัวเดียว มีอยู่แล้วในจักรวาลก่อนการเกิดกระบวนการสังเคราะห์นิวเคลียส ใน 3 นาทีแรก อุณหภูมิของจักรวาลอยู่ที่ 1 พันล้านเคลวิน ซึ่งร้อนเพียงพอสำหรับปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน โปรตอนและนิวตรอนที่มีอยู่แล้วในจักรวาลมารวมตัวกันเกิดนิวเคลียสของไอโซโทปหนักของไฮโดรเจน คือ […]

No Comments read more