Newsletter subscribe
Tag: redshift

กำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาล#37 โครงสร้างขนาดใหญ่ของจักรวาล

Posted: 23/08/2021 at 14:59   /   Origin and Evolution of The Universe, Universe

โครงสร้างขนาดใหญ่ของจักรวาล เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ดูเหมือนว่าดวงดาวและกาแล็กซี่จะกระจัดกระจายไปอย่างไม่เป็นระเบียบ อย่างไรก็ตาม จริงๆ แล้ว จักรวาลไม่ใช่สถานที่ที่สับสนวุ่นวาย ในทางตรงกันข้าม จักรวาลประกอบด้วยโครงสร้างที่เป็นระเบียบในระดับต่างๆ กัน ตั้งแต่ระบบขนาดเล็กอย่างโลกและระบบสุริยะของเรา ไปจนถึงกาแล็กซีที่มีดาวนับล้านล้านดวง และสุดท้ายโครงสร้างที่ใหญ่มากซึ่งมีกาแล็กซีหลายพันล้านแห่ง แม้ว่าจะมีกาแล็กซีบางแห่งที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ส่วนใหญ่จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มกาแล็กซี (galaxy group) ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 50 กาแล็กซี และกระจุกกาแล็กซี (galaxy cluster) ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 100-1,000 กาแล็กซี สำหรับกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา เป็นสมาชิกของกลุ่มกาแล็กซีท้องถิ่น (Local group) ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 50 กว่ากาแล็กซี กลุ่มกาแล็กซีและกระจุกกาแล็กซีจำนวนมากสามารถรวมตัวกันด้วยความโน้มถ่วง (gravity) เพื่อสร้างโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นถัดไป นั่นคือ กระจุกกาแล็กซีขนาดใหญ่ (supercluster) กระจุกกาแล็กซีขนาดใหญ่ (supercluster) สร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ของจักรวาลที่เรียกว่า “เส้นใย (filament)” ซึ่งถูกคั่นด้วย “ช่องว่าง (void)” ขนาดใหญ่สีดำ ทำให้เรามองเห็นจักรวาลที่สังเกตได้เป็นโครงสร้างเหมือนเส้นใย ที่เรียกว่า “โครงข่ายจักรวาล (Cosmic web)” ซึ่งเป็นชื่อที่นักดาราศาสตร์ตั้งให้กับโครงสร้างขนาดใหญ่ของจักรวาล เส้นใยแต่ละเส้นของ […]

No Comments read more

ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History Of Time) โดย สตีเฟน ฮอว์คิง#20 บทที่ 3 จักรวาลที่กำลังขยายตัว : ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์และค่าคงที่ของจักรวาล

Posted: 25/01/2021 at 07:38   /   A Brief History of Time, Universe

ในช่วงทศวรรษที่ 1920 เมื่อนักดาราศาสตร์เริ่มมองดูสเปกตรัมของดาวฤกษ์ในกาแล็กซี่อื่น พวกเขาพบบางสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุด: มีชุดสีที่ขาดหายไปในลักษณะเดียวกันกับดาวฤกษ์ในกาแล็กซี่ของเรา แต่พวกมันทั้งหมดถูกเลื่อนไปทางปลายสีแดงของสเปกตรัมแสง  เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบนี้ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจ Doppler Effects ก่อน อย่างที่เราเคยเห็น แสงที่มองเห็นได้ (visible light) ประกอบด้วยคลื่นในสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ความยาวคลื่น (หรือระยะห่างจากยอดคลื่นหนึ่งไปยังยอดคลื่นถัดไป) ของแสงมีขนาดเล็กมากตั้งแต่ 4 ถึง 70 ล้านส่วนของ 1 เมตร ความยาวคลื่นแสงที่แตกต่างกันคือสิ่งที่ตามนุษย์มองว่าเป็นสีที่ต่างกัน โดยที่ความยาวคลื่นที่ยาวที่สุดจะปรากฏที่ปลายสีแดงของสเปกตรัมแสง และความยาวคลื่นสั้นที่สุดจะปรากฏที่ปลายสีน้ำเงิน ทีนี้ลองนึกภาพแหล่งกำเนิดแสงที่ระยะห่างคงที่จากเรา เช่น ดาวฤกษ์เปล่งคลื่นแสงที่ความยาวคลื่นคงที่ เห็นได้ชัดว่าความยาวคลื่นของคลื่นที่เราได้รับจะเหมือนกับความยาวคลื่นที่ปล่อยออกมา (สนามโน้มถ่วงของกาแล็กซี่ไม่ใหญ่พอที่จะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ) สมมติว่าตอนนี้แหล่งกำเนิดแสงเริ่มเคลื่อนเข้าหาเรา เมื่อแหล่งกำเนิดปล่อยยอดคลื่นถัดไป มันจะอยู่ใกล้เรามากขึ้น ดังนั้นระยะห่างระหว่างยอดคลื่นจะน้อยกว่าเมื่อดาวอยู่กับที่ นั่นหมายความว่าความยาวคลื่นของคลื่นที่เราได้รับนั้นสั้นกว่าเมื่อดาวอยู่กับที่ ในทำนองเดียวกัน ถ้าแหล่งกำเนิดกำลังเคลื่อนที่ออกไปจากเรา ความยาวคลื่นของคลื่นที่เราได้รับจะยาวขึ้น ในกรณีของแสงหมายความว่าดาวกำลังเคลื่อนที่ออกไปจากเรา จะมีการเคลื่อนสเปกตรัมแสงไปที่ปลายสีแดงของสเปกตรัม (red-shifted เลื่อนไปทางแดง) และดาวที่เคลื่อนที่เข้าหาเราจะมีการเปลี่ยนสเปกตรัมเป็นสีน้ำเงิน (blue-shifted เลื่อนไปทางน้ำเงิน) ความสัมพันธ์ระหว่างความยาวคลื่นและความเร็วเรียกว่า “Doppler effect” นี้เป็นประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ฟังรถที่แล่นบนถนน: ขณะที่รถเข้าใกล้ เครื่องยนต์จะส่งเสียงในระดับเสียงที่สูงขึ้น (ซึ่งสอดคล้องกับความยาวคลื่นที่สั้นกว่าและความถี่ของคลื่นเสียงที่สูงกว่า) […]

No Comments read more

กำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาล#26 ฮับเบิลค้นพบการขยายตัวของจักรวาล

Posted: 25/11/2020 at 23:09   /   Origin and Evolution of The Universe, Universe

เนบิวลา (Nebula) sci-news.com เนบิวล่า (Nebula) คือ กลุ่มของก๊าซและฝุ่นผงที่รวมตัวกันอยู่ในอวกาศ เมื่อเราใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องดู จะเห็นเป็นก้อนหมอกเมฆขนาดใหญ่ที่เปร่งแสงสีสวยงามที่ปะปนอยู่ในกลุ่มดวงดาว เนบิวล่าส่วนใหญ่มีขนาดกว้างใหญ่ บางชนิดมีเส้นผ่านศูนย์กลางหลายร้อยปีแสง องค์ประกอบหลักของเนบิวลาคือแก๊สไฮโดรเจน เนบิวลาบางชนิดมาจากก๊าซและฝุ่นละอองที่เกิดจากการระเบิดของดาวฤกษ์ที่กำลังจะตาย เช่น ซูเปอร์โนวา เนบิวล่าอื่นๆ เป็นบริเวณที่ดาวดวงใหม่เริ่มก่อตัว     Sanna Nielsen – Undo (Youtube)     ดาวแปรแสงเซเฟอิด (Cepheid variable star) en.wikipedia.org ดาวทุกดวงมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความหนาแน่น และความสว่าง แต่สำหรับดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ เช่น ดวงอาทิตย์ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีขนาดเล็กมาก อย่างไรก็ตามในดาวบางดวง เช่น ดาวแปรแสงเซเฟอิด (Cepheid variable stars) การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีขนาดใหญ่และสังเกตเห็นได้ง่าย ความสว่างของดาว Cepheid มีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากก๊าซฮีเลียมที่อยู่ภายในนั้นร้อนและขยายตัว จากนั้นจะเย็นตัวลงและหดตัวลง   กราฟข้างบนแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความส่องสว่างและระยะเวลา จะเห็นว่าดาวแปรแสงเซเฟอิด (Cepheid variable stars) […]

No Comments read more